Get Adobe Flash player

พลตรี กิตติพันธ์   ชูพิพัฒน์

เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก 

 

เข้าสู่ระบบ

สถิติผู้เยี่ยมชม

ผู้เยี่ยมชม วันนี้ 63

ผู้เยี่ยมชม วานนี้ 146

ผู้เยี่ยมชม สัปดาห์นี้ 480

ผู้เยี่ยมชม เดือนนี้ 1495

ผู้เยี่ยมชม ทั้งหมด 201633

สืบค้นหาข้อมูล

 


 

พระประวัติ

พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมสังวาลย์)ประสูติแด่ หม่อมพริ้ม ทองใหญ่ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2429 เนื่องจากเป็นโอรสองค์แรกที่ไม่ถึงชีพิตักษัยดังเช่นโอรสและธิดาองค์ก่อนๆจึงเรียกว่า “ทรงรอด” ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามจริงว่า  “ทองฑีฆายุ ”

ช่วงวัยพระเยาว์

เมื่อเจริญพระชันษาได้ 4 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระบิดา ต้องเสด็จปราบฮ่อ ณ มณฑลอุดร พร้อมกับดำรงตำแหน่งข้าหลวงสำเร็จราชการและประจำการอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี พระบิดาจึงทรงถวายองค์พระโอรสไว้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (พระโอรสในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนราชกุมารเช่นเดียวกับพระราชกุมารของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โดยทรงมีผลการศึกษาอยู่ในขั้นรุ่งโรจน์ คือ เรียนรู้เร็ว จดจำเร็ว แต่ไม่ขยันหมั่นเพียรเท่าไรนัก และทรงได้รับการขนานนามว่า “เจ้ากรมซน” ประจำพระราชฐาน

เจริญพระชันษา

ครั้นพุทธศักราช 2441 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถได้เสด็จนิวัติพระนครจากการศึกษา ณ ประเทศรัสเซียเป็นการชั่วคราว ครั้นเตรียมเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนทหารม้าที่ประเทศรัสเซีย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   จึงโปรดให้หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ โดยเสด็จไปศึกษา ที่ประเทศรัสเซียด้วย ซึ่งขณะนั้นมีพระชันษาเพียง12ปี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯทรงเป็นที่โปรดปรานของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถมากถึงกับทรงเลี้ยงดูท่านทองประหนึ่งเป็นลูกของพระองค์เอง

การศึกษาในต่างแดน

หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ Military Page School แห่งประเทศรัสเซีย กระทั่งกันยายนปีพุทธศักราช 2441พระเจ้าชาร์ลนิโคลัสที่ 2 แห่งกรุงรัสเซียได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในสังกัดกรมทหารม้าฮุสซาร์ ณ เมืองเปโตรกราด(เมืองเลนินกราดในปัจจุบัน)

พุทธศักราช 2451สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแห่งรัสเซีย ทรงพระราชทานยศนายร้อยตรีให้กับหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ โดยดำรงตำแหน่งนายทหารนอกกอง ประจำกรมทหารม้าที่ 1รักษาพระองค์ ในระหว่างนี้ได้ทรงศึกษาวิชาพิเศษหลายแขนงด้วยกัน เช่น วิชาเคมี วิชาเสนาธิการทหารบกและวิชาสัตวแพทย์ และในปีพุทธศักราช 2452 หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนทหารม้าสำหรับนายทหารชั้นสูง (Cavalry School for Officers)และทรงจบการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวในปีพุทธศักราช 2454

ทรงเสกสมรส

ปีพุทธศักราช  2454 หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้าพิธีเสกสมรสกับนางสาว ลุดมิล่า บาร์ซูก๊อฟ ธิดาของนาย แชร์เกอิวาโปวิท์ซ บาร์ซูก๊อฟ เลขาธิการกรมศิลปากร ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก โดยต้นตระกูลบาร์ซูก๊อฟเป็นคอสแซคและรับราชการในราชสำนักรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย ครั้นเมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งเสด็จราชการในยุโรปได้ครบกำหนดเสด็จนิวัติกลับพระนคร ประจวบเหมาะกับขณะนั้นหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหารม้าพอดี ในครานั้นจึงโดยเสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมลุดมิล่าด้วย เมื่อหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ และหม่อมลุดมิล่า ได้กลับมาพำนักที่พระนคร สมเด็จพระปิตุลาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้พระราชทานทรัพย์เพื่อสร้างวังประทานให้กับทั้งสององค์ บนถนนเศรษฐศิริ พระนคร (ที่ตั้งกรมยุทธศึกษาทหารบกในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังพระกรุณาเลี้ยงดูโอรสและธิดาทั้ง 4 ด้วยดีเสมอมา

 

1. หม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่ (ผู้ก่อตั้งภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) 
2. หม่อมราชวงศ์หญิง ผ่องลักษณ์  ทองใหญ่ 
3. หม่อมราชวงศ์หญิง พักตร์พริ้ง  ทองใหญ่
4. หม่อมราชวงศ์สิงคธา  ทองใหญ่

ทรงรับราชการ

- หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้าตำแหน่งทางราชการครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2454 โดยดำรงตำแหน่งนายทหารประจำแผนกจเรทหารม้า (พระยศร้อยโท) และได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวรด้วย ในระหว่างที่ประจำกรมอยู่นั้น ได้ทรงดำริว่า " ม้าของทหารบกในเวลานั้นก็มีอยู่มาก ตลอดจนช้าง โค กระบือ แต่ไม่มีสัตวแพทย์สำหรับช่วยรักษาและบำรุงเลี้ยงดูตลอดจนดูแล ให้มีการใช้งานที่ถูกที่ควร คงมีแต่นายสัตวแพทย์ แผนโบราณเพียงไม่กี่นาย "

- พุทธศักราช 2455 ได้ทรงก่อตั้ง “ โรงเรียนนายดาบสัตวรักษ์ ” เพื่อผลิตนายสัตวแพทย์ที่มีความรู้ทั้งทางวิชาการรักษาสัตว์และวิชาสัตวบาลร่วมกัน ต่อมาได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “ โรงเรียนนายสิบสัตวรักษ์ ” และเปลี่ยนเป็น “ โรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก ” ในภายหลัง

- ระหว่างที่ทรงก่อตั้งโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบกขึ้นนั้น ทรงจัดตั้งหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ขึ้นที่ ตำบลหัวสระ และ ตำบลจันทึก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยหน่วยดังกล่าวมีหน้าที่ผสมพันธุ์ม้าและโค นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำหญ้าแห้งไว้เป็นเสบียงสัตว์ของกองทัพบกด้วย ระหว่างที่รับราชการเกี่ยวกับงานอัศวแพทย์และทหารม้าได้ทรงเรียบเรียงตำรับตำราเกี่ยวกับทหารม้าหลายเล่มด้วยกัน

- พุทธศักราช 2456 ทรงได้รับพระราชยศเป็น ร้อยเอก ประจำแผนกเจรทหารม้ากองทัพบก

- พุทธศักราช 2457 ทรงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารม้าที่ 2 และเป็นผู้ช่วยเจรทหารม้า

- พุทธศักราช 2458 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็นพันตรี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 1 และเป็นผู้ช่วยจเรทหารม้า

- พุทธศักราช 2459 ทรงเป็นกรรมการที่ปรึกษาสภาวิทยาศาสตร์ทหารบก

- พุทธศักราช 2460 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็นพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้ารวม

- ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงได้รับมอบหน้าที่ให้เป็นผู้ควบคุมดูแลอุปทูตและคณะทูตจากประเทศออสเตรียและฮังการี และจากการเข้าร่วมสงครามโลกในครั้งน้นของสยามประเทศ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้มอบตราเลนยอง คอนเนอร์ ชั้น 3 เป็นรางวัลและตอบแทนความดีความชอบท่าน นอกจากนี้หม่อมลุดมิล่าได้รับตราดาราดำชั้น 4 จากรัฐบาลฝรั่งเศสในโอกาสนี้เช่นเดียวกัน

- พุทธศักราช 2463 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็น พันเอก ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้ารวม พร้อมกับตำแหน่งผู้ช่วยจเรทหารม้าและสัตว์พาหนะทหารบก

- พุทธศักราช 2467 ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหาร ณ ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส เป็นระยะเวลารวม 2 ปี (เสด็จกลับในปีพุทธศักราช 2469)

- พุทธศักราช 2471 ได้รับพระยศพลตรี ในตำแหน่งเจ้ากรมจเรสัตว์พาหนะทหารบกและการทหารม้า แทน พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช

- พุทธศักราช 2466 -2475 พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้ทรงแต่งตำรับตำราไว้มากมายหลายเล่มด้วยกัน ซึ่งล้วนทรงคุณค่าและมีประโยชน์แก่กิจการสัตวแทพย์

- พุทธศักราช 2475 พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงลาออกจากการรับราชการทหาร (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7)โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนทรงออกจากราชการ คือ ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 (จังหวัดปราจีนบุรี) ภายหลังออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและที่ปรึกษาราชการในพระองค์จวบจนกระทั่งสิ้นรัชสมัย

- พุทธศักราช 2485 พลตรีหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯทรงเกิดพระอาการประชวรด้วยโรคบิด ต่อมาเกิดพระอาการหทัยพิการร่วมด้วยโดยได้ทรงประชวรอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควรอาการจึงทุเลาเบาบางลงต่อมาภายหลังพระอาการกำเริบและกลับมาประชวรใหม่อีกครั้งด้วยพระโรคหทัย กระทั่งได้สิ้นพระชนม์ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 กรกฎาคม พุทธศักราช 2485 รวมพระชนมายุได้ 56 ปีเศษ

...... เพื่อเป็นเกียรติแก่พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ผู้วางรากฐานและให้กำเนิดกิจการด้านการสัตว์และหน่วยทหารการสัตว์ขึ้นในประเทศไทย กรมการสัตว์ทหารบก จึงมีหนังสือขอพระราชทานชื่อค่ายทหารไปยังกองทัพบก โดยพิจารณาเลือกพระนามของ พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ พระบิดาเหล่าทหารการสัตว์มาเป็นชื่อค่ายทหาร คือ “ ค่ายทองฑีฆายุ ” ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานชื่อค่ายทหารของกรมการสัตว์ทหารบก สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อค่ายทหาร คือ “ ค่ายทองฑีฆายุ ” ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานชื่อค่ายทหาร ลง 17 สิงหาคม 2535