Get Adobe Flash player

 พลตรี กิตติพันธ์   ชูพิพัฒน์

เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก 

กรมบัญชีกลาง

 

จัดซื้อจัดจ้าง

ข้อมูลสินทรัพย์ สาย กส.

สถิติผู้เยี่ยมชม

ผู้เยี่ยมชม วันนี้ 6

ผู้เยี่ยมชม วานนี้ 86

ผู้เยี่ยมชม สัปดาห์นี้ 169

ผู้เยี่ยมชม เดือนนี้ 1348

ผู้เยี่ยมชม ทั้งหมด 220182

เข้าสู่ระบบ

สืบค้นหาข้อมูล

   

พระประวัติ

พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมสังวาลย์)ประสูติแด่ หม่อมพริ้ม ทองใหญ่ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2429 เนื่องจากเป็นโอรสองค์แรกที่ไม่ถึงชีพิตักษัยดังเช่นโอรสและธิดาองค์ก่อนๆจึงเรียกว่า “ทรงรอด” ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามจริงว่า  “ทองฑีฆายุ ”

ช่วงวัยพระเยาว์

เมื่อเจริญพระชันษาได้ 4 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระบิดา ต้องเสด็จปราบฮ่อ ณ มณฑลอุดร พร้อมกับดำรงตำแหน่งข้าหลวงสำเร็จราชการและประจำการอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี พระบิดาจึงทรงถวายองค์พระโอรสไว้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (พระโอรสในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนราชกุมารเช่นเดียวกับพระราชกุมารของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โดยทรงมีผลการศึกษาอยู่ในขั้นรุ่งโรจน์ คือ เรียนรู้เร็ว จดจำเร็ว แต่ไม่ขยันหมั่นเพียรเท่าไรนัก และทรงได้รับการขนานนามว่า “เจ้ากรมซน” ประจำพระราชฐาน

เจริญพระชันษา

ครั้นพุทธศักราช 2441 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถได้เสด็จนิวัติพระนครจากการศึกษา ณ ประเทศรัสเซียเป็นการชั่วคราว ครั้นเตรียมเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนทหารม้าที่ประเทศรัสเซีย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ   จึงโปรดให้หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ โดยเสด็จไปศึกษา ที่ประเทศรัสเซียด้วย ซึ่งขณะนั้นมีพระชันษาเพียง12ปี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯทรงเป็นที่โปรดปรานของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถมากถึงกับทรงเลี้ยงดูท่านทองประหนึ่งเป็นลูกของพระองค์เอง

การศึกษาในต่างแดน

หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ Military Page School แห่งประเทศรัสเซีย กระทั่งกันยายนปีพุทธศักราช 2441พระเจ้าชาร์ลนิโคลัสที่ 2 แห่งกรุงรัสเซียได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในสังกัดกรมทหารม้าฮุสซาร์ ณ เมืองเปโตรกราด(เมืองเลนินกราดในปัจจุบัน)

พุทธศักราช 2451สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแห่งรัสเซีย ทรงพระราชทานยศนายร้อยตรีให้กับหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ โดยดำรงตำแหน่งนายทหารนอกกอง ประจำกรมทหารม้าที่ 1รักษาพระองค์ ในระหว่างนี้ได้ทรงศึกษาวิชาพิเศษหลายแขนงด้วยกัน เช่น วิชาเคมี วิชาเสนาธิการทหารบกและวิชาสัตวแพทย์ และในปีพุทธศักราช 2452 หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนทหารม้าสำหรับนายทหารชั้นสูง (Cavalry School for Officers)และทรงจบการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวในปีพุทธศักราช 2454 

 ทรงเสกสมรส

ปีพุทธศักราช  2454 หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้าพิธีเสกสมรสกับนางสาว ลุดมิล่า บาร์ซูก๊อฟ ธิดาของนาย แชร์เกอิวาโปวิท์ซ บาร์ซูก๊อฟ เลขาธิการกรมศิลปากร ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก โดยต้นตระกูลบาร์ซูก๊อฟเป็นคอสแซคและรับราชการในราชสำนักรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย ครั้นเมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งเสด็จราชการในยุโรปได้ครบกำหนดเสด็จนิวัติกลับพระนคร ประจวบเหมาะกับขณะนั้นหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหารม้าพอดี ในครานั้นจึงโดยเสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมลุดมิล่าด้วย เมื่อหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ และหม่อมลุดมิล่า ได้กลับมาพำนักที่พระนคร สมเด็จพระปิตุลาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้พระราชทานทรัพย์เพื่อสร้างวังประทานให้กับทั้งสององค์ บนถนนเศรษฐศิริ พระนคร (ที่ตั้งกรมยุทธศึกษาทหารบกในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังพระกรุณาเลี้ยงดูโอรสและธิดาทั้ง 4 ด้วยดีเสมอมา

หม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่ (ผู้ก่อตั้งภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

หม่อมราชวงศ์หญิง ผ่องลักษณ์  ทองใหญ่

หม่อมราชวงศ์หญิง พักตร์พริ้ง  ทองใหญ่

หม่อมราชวงศ์สิงคธา  ทองใหญ่

ทรงรับราชการ

- หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้เข้าตำแหน่งทางราชการครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2454 โดยดำรงตำแหน่งนายทหารประจำแผนกจเรทหารม้า (พระยศร้อยโท) และได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวรด้วย ในระหว่างที่ประจำกรมอยู่นั้น ได้ทรงดำริว่า " ม้าของทหารบกในเวลานั้นก็มีอยู่มาก ตลอดจนช้าง โค กระบือ แต่ไม่มีสัตวแพทย์สำหรับช่วยรักษาและบำรุงเลี้ยงดูตลอดจนดูแล ให้มีการใช้งานที่ถูกที่ควร คงมีแต่นายสัตวแพทย์ แผนโบราณเพียงไม่กี่นาย "

- พุทธศักราช 2455 ได้ทรงก่อตั้ง “ โรงเรียนนายดาบสัตวรักษ์ ” เพื่อผลิตนายสัตวแพทย์ที่มีความรู้ทั้งทางวิชาการรักษาสัตว์และวิชาสัตวบาลร่วมกัน ต่อมาได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “ โรงเรียนนายสิบสัตวรักษ์ ” และเปลี่ยนเป็น “ โรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก ” ในภายหลัง

- ระหว่างที่ทรงก่อตั้งโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบกขึ้นนั้น ทรงจัดตั้งหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ขึ้นที่ ตำบลหัวสระ และ ตำบลจันทึก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยหน่วยดังกล่าวมีหน้าที่ผสมพันธุ์ม้าและโค นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำหญ้าแห้งไว้เป็นเสบียงสัตว์ของกองทัพบกด้วย ระหว่างที่รับราชการเกี่ยวกับงานอัศวแพทย์และทหารม้าได้ทรงเรียบเรียงตำรับตำราเกี่ยวกับทหารม้าหลายเล่มด้วยกัน

- พุทธศักราช 2456 ทรงได้รับพระราชยศเป็น ร้อยเอก ประจำแผนกเจรทหารม้ากองทัพบก

- พุทธศักราช 2457 ทรงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารม้าที่ 2 และเป็นผู้ช่วยเจรทหารม้า

- พุทธศักราช 2458 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็นพันตรี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 1 และเป็นผู้ช่วยจเรทหารม้า

- พุทธศักราช 2459 ทรงเป็นกรรมการที่ปรึกษาสภาวิทยาศาสตร์ทหารบก

- พุทธศักราช 2460 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็นพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้ารวม

- ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงได้รับมอบหน้าที่ให้เป็นผู้ควบคุมดูแลอุปทูตและคณะทูตจากประเทศออสเตรียและฮังการี และจากการเข้าร่วมสงครามโลกในครั้งน้นของสยามประเทศ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้มอบตราเลนยอง คอนเนอร์ ชั้น 3 เป็นรางวัลและตอบแทนความดีความชอบท่าน นอกจากนี้หม่อมลุดมิล่าได้รับตราดาราดำชั้น 4 จากรัฐบาลฝรั่งเศสในโอกาสนี้เช่นเดียวกัน

- พุทธศักราช 2463 ทรงได้เลื่อนพระยศเป็น พันเอก ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้ารวม พร้อมกับตำแหน่งผู้ช่วยจเรทหารม้าและสัตว์พาหนะทหารบก

- พุทธศักราช 2467 ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหาร ณ ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส เป็นระยะเวลารวม 2 ปี (เสด็จกลับในปีพุทธศักราช 2469)

- พุทธศักราช 2471 ได้รับพระยศพลตรี ในตำแหน่งเจ้ากรมจเรสัตว์พาหนะทหารบกและการทหารม้า แทน พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช

- พุทธศักราช 2466 -2475 พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ได้ทรงแต่งตำรับตำราไว้มากมายหลายเล่มด้วยกัน ซึ่งล้วนทรงคุณค่าและมีประโยชน์แก่กิจการสัตวแทพย์

- พุทธศักราช 2475 พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯ ทรงลาออกจากการรับราชการทหาร (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7)โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนทรงออกจากราชการ คือ ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 (จังหวัดปราจีนบุรี) ภายหลังออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและที่ปรึกษาราชการในพระองค์จวบจนกระทั่งสิ้นรัชสมัย

- พุทธศักราช 2485 พลตรีหม่อมเจ้าทองฑีฆายุฯทรงเกิดพระอาการประชวรด้วยโรคบิด ต่อมาเกิดพระอาการหทัยพิการร่วมด้วยโดยได้ทรงประชวรอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควรอาการจึงทุเลาเบาบางลงต่อมาภายหลังพระอาการกำเริบและกลับมาประชวรใหม่อีกครั้งด้วยพระโรคหทัย กระทั่งได้สิ้นพระชนม์ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 กรกฎาคม พุทธศักราช 2485 รวมพระชนมายุได้ 56 ปีเศษ

...... เพื่อเป็นเกียรติแก่พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ผู้วางรากฐานและให้กำเนิดกิจการด้านการสัตว์และหน่วยทหารการสัตว์ขึ้นในประเทศไทย กรมการสัตว์ทหารบก จึงมีหนังสือขอพระราชทานชื่อค่ายทหารไปยังกองทัพบก โดยพิจารณาเลือกพระนามของ พลตรี หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ พระบิดาเหล่าทหารการสัตว์มาเป็นชื่อค่ายทหาร คือ “ ค่ายทองฑีฆายุ ” ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานชื่อค่ายทหารของกรมการสัตว์ทหารบก สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อค่ายทหาร คือ “ ค่ายทองฑีฆายุ ” ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานชื่อค่ายทหาร ลง 17 สิงหาคม 2535